ธรรมชาติที่สวยงาม

ปฏิทินของหนูเองค่ะ

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ธรรมชาติ ณ ดอยภูคา



ภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีเนื้อที่กว่า 1 ล้านไร่ อยู่ในเขต จ.น่าน บริเวณเทือกเขาดอยภูคา ยอดดอยภูคาคือสัญลักษณ์ของจังหวัดน่าน สูงถึง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเล ด้วยความสูงและเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์นี่เอง ในบริเวณจึงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุม อีกทั้งเป็นต้นกำเหนิดแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่แสนบริสุทธ์มากมายที่น้อยคนนักจะรู้จัก เช่น น้ำตกภูฟ้า ยอดดอยภูคา ชมพูภูคา น้ำตกศิลาเพชร ถ้ำผาเก้า เต่าร้างยักษ์(ปาล์มดึกดำบรรพ์) บ่อเกลือ และจุดชมวิวหลายแห่ง

สภาพภูมิอากาศ
โดยทั่วไปที่อุทยานฯดอยภูคามี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ตั้งแต่ พฤษภาคม - ตุลาคม; ฤดูหนาว ตั้งแต่ พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์; ฤดูร้อนเป็นช่วงสั้นๆ ตั้งแต่ มีนาคม - เมษายน

ลักษณะพรรณพืช
ป่าดอยภูคา คือ แหล่งรวมหลายชนิดของป่า เช่น ป่าดงดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง
ต้นชมพูภูคา เป็นพรรณไม้หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ในประเทศไทยจะพบได้ที่นี่เพียงแห่งเดียว ต้นชมพูภูคาเป็นไม้ขนาดใหญ่ ในป่าดงดิบเขาที่เวลาออกดอก ดอกจะมีความสวยงามกว่าดอกไม้ในป่าดงดิบเขาชนิดอื่นๆ
เต่าร้างยักษ์ เป็นปาล์มพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เป็นแห่งแรกหายาก และใกล้จะสูญพันธุ์ ชึ้นกระจัดกระจาย บนเทือกเขาหลวงพระบางระดับสูง (บริเวณดอยภูคาจังหวัดน่าน) เพียงแห่งเดียวและคาดว่ายังหลงเหลือบ้าง ในป่าดิบเขาที่ยังไม่ถูกรบกวนมากในฝั่งลาวของเทือกเขาหลวงพระบาง ต้นเต่าร้างยักษ์จะขึ้นตามไหล่เขาที่ลาดชัน
ต้นเมเปิ้ล ที่พบที่นี่จะแตกต่างจากต้นเมเปิ้ลที่อื่น คือ มีใบ 5 แฉก เมเปิ้ลที่พบที่อื่นจะมีใบ 3 แฉก

ธรรมชาติ ณ ดอยอ่างขาง เชียงใหม่


ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ พืชน้ำมัน โดยมุ่งที่หาผลิตผลที่มีคุณค่าพอที่จะทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา และทำการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณใกล้เคียง โดยมีชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ปะหล่อง จีนฮ่อ และไทยใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ ท้อ บ๊วย พลัม ฯลฯ พืชผักเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ เช่น แคร์รอท ผักสลัดต่างๆ สวนสมุนไพร แปลงดอกไม้ เช่น คาร์เนชั่น กุหลาย แอสเตอร์ เบญจมาศ ฯลฯ โรงบรรจุผลไม้เพื่อส่งจำหน่ายและสหกรณ์ของโครงการ ซึ่งจำหน่ายผลิตผลที่ปลูกในบริเวณโครงการให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล


ดอยอ่างขาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 137 กม. แยกซ้ายเข้าไปอีก 25 กม. ดอยอ่างขางเป็นเทือกดอยสูงติดกับสันเขาพรมแดนประเทศพม่า จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไปเยือนดอยอ่างขางคือการไปเที่ยวชมดอกไม้เมืองหนาวภายโครงการฯ สถานีเกษตรดอยอ่างขางได้รับการจัดตั้งเมื่อปี 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อวิจัยพืชเมืองหนาวเพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่นและหยุดการทำลายป่า ดอยอ่างขางมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบในหุบเขาลักษณะเหมือนท้องกะทะหรือเหมือนอ่าง อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,400 เมตร ภายในโครงการมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาก เช่น แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับกลางแจ้ง แปลงปลูกไม้ในร่ม แปลงทดลองกุหลาบ แปลงปลูกผัก แปลงปลูกผักในร่ม สวนท้อ สวนบ๊วย ป่าซากุระ ป่าเมเปิ้ล พระตำหนักอ่างขางการเดินทางจากเชียงใหม่ ใช้เส้นทางสาย 107 เชียงใหม่-ฝาง เป็นเส้นทางผ่านแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ทางแยกเข้าดอยอ่างขางมี 2 เส้นทาง คือ แยกซ้ายที่ กม.79 เป็นเส้นทางใหม่ที่ไม่ชันมากแต่ทางจะเปลี่ยวหน่อย ระยะทางจากแยกทางหลวงสาย 107 ไปจนถึงอ่างขางมีระยะทางประมาณ 50 กม. อีกเส้นทางคือแยกที่ กม.137 มีระยะทางถึงอ่างขางประมาณ 25 กม. เป็นเส้นทางที่สั้นแต่ชันมาก รถเก๋งและรถทุกชนิดขึ้นได้ถ้าคนขับมีฝีมือ ถ้าไม่แน่ใจให้จอดรถไว้ที่วัดที่ปากทาง กม.137 หรือจอดรถไว้ที่บริเวณลานจอดรถเอกชนมีรั้วมิดชิด สถานที่รับจอดรถอยู่ตรงข้ามกับปากทางเข้าดอยอ่างขาง ค่ารถจอดคันละ 50 บาท แล้วนั่งรถสอง



ธรรมชาติ ณ เขาใหญ่


เขาใหญ่นับเป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนหลายลูก และเป็นป่าที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นป่าดงดิบชื้น และมีพืชพรรณที่หลากหลายและมีน้ำตกมากกว่า 20 แห่ง เส้นทางเดินป่าบนเขาใหญ่ก็มีถึง 13 เส้นทาง ด้วยกัน แต่ว่าแต่ละเส้นทางก็มีความยากง่าย ระยะทางและเวลาการเดินทางที่ต่างกันด้วย แต่ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเส้นทางครับ สำหรับนักเดินป่ามือใหม่ ท่านสามารถติดต่อกับทางอุทยานเพื่อให้เจ้าหน้าที่นำทางได้
เมื่อเดินทางขึ้นเขาใหญ่แล้ว เราจะได้พบกับธรรมชาติที่สัมผัสได้จริงสีเขียวชอุ่มของพืชพรรณนานาชนิด หลายคนอาจคิดว่าการมาเที่ยวป่าคงไม่มีอะไรไปมากกว่าการดูต้นไม้ใบหญ้า แต่ถ้าลองได้สังเกตคุณก็จะได้พบกับ ต้นไม้บางชนิดที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ความสดใสของพืชพันธุ์ต่างๆ สายหมอกยามเช้า ดอกไม้ป่านานาชนิด บางชนิดออกดอกเฉพาะหน้าหนาวนี้เท่านั้น เสียงนกร้องก้องไพร สายน้ำตกที่หลั่งไหลกระแทกก้อนหิน เนื่องจากเขาใหญ่เป็นป่าดงดิบชื้นส่วนใหญ่ จึงมีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ตลอดปี แม้ฤดูหนาวนี้

จุดชมวิวบนเขาใหญ่ก็มีด้วยกันหลายจุด เช่น จุดชมวิวโป่งช้าง และบริเวณทุ่งหญ้ามอสิงโตซึ่งทุ่งหญ้ามอสิงโตนี้จะสามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำได้ชัดเจน โดยบริเวณจุดชมวิวแต่ละที่ก็สามารถเดินทางโดยเส้นทางเดินป่าและสามารถใช้ถนนโดยขับรถขึ้นไปก็ได้
หากโชคดีคุณอาจเจอช้างป่าออกมาเดินริมถนน เหมือนผม แต่ที่สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีก็คือน้ำตกบนเขาใหญ่ ที่ใครได้เห็นก็มีแต่ความประทับใจกับความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น น้ำตกบางแห่งสามารถเข้าชมได้ง่าย เพราะมีเส้นทางเดินเข้าไปถึง ได้แก่ น้ำตกเหวสุวัต ที่เป็นที่นิยมมาก น้ำตกเหวไทร น้ำตกเหวประทุน น้ำตกกองแก้ว น้ำตกเหวนรก และ เหวอีอ่ำ ซึ่งหลายคนรู้จักกันดีจากข่าวเมื่อหลายปีก่อน
นอกจากการเดินป่าชมวิว ชมน้ำตกแล้ว การขี่จักรยานเมาน์เทนไบค์ก็กำลังได้รับความนิยมมาก เพราะท่านสามารถชมธรรมชาติที่สวยงามไปพร้อมกับการออกกำลังกายคู่กันด้วย อีกกิจกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันในตอนนี้ก็คือการส่องสัตว์เวลากลางคืน เพราะสัตว์ป่าบางชนิดก็ออกหากินเวลากลางคืน เช่น กวาง และช้าง แต่กิจกรรมนี้ต้องติดต่อกับทางอุทยานนะคะเพราะว่าไปเองคงไม่ดีแน่ และทางอุทยานคงไม่ให้เดินทางเอง
เรื่องที่พักอาหารการกินก็ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าใครสะดวกที่จะกางเต็นท์นอนอยู่กันแบบลุย ๆ ทางอุทยานมีบริเวณไว้สำหรับนักท่องเที่ยวจะกางเต็นท์นอนกัน แต่ถ้าใครไม่ชอบลุยอยากพักแบบสบาย ๆ ก็ขอแนะนำให้พักที่รีสอร์ท บริเวณเชิงเขาซึ่ง บนถนนธนะรัตน์



ธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, เชียงใหม่


ดอยอินทนนท์มีชื่อว่า เป็นดอยภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่ อำเภอจอมทอง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอแม่แจ่ม มีเนื้อที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ ประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2521 ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ ประมาณ 106 กม. โดยเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ - จอมทอง ถึงหลักกม.ที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กม. แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กม. ถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ค่อนข้างสูงชัน ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถจะต้องมีสภาพดี ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถเช่ารถสองแถวที่น้ำตกแม่กลางได้ ส่วนการนำรถขึ้นไปเองนั้น จะต้องเสียค่าผ่านทาง ตรงด่านตรวจและจำหน่ายบัตรค่าธรรมเนียมบริเวณหลักกม.ที่ 8 ทางอุทยานฯ มีที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยว สนใจติดต่อจองล่วงหน้าที่ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ โทร.579-5734, 579-7223

ยอดดอยอินทนนท์
เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูง 2,599 เมตร มีสภาพอากาศ หนาวเย็นตลอดปี ในพื้นที่บริเวณี่นี้มี "อ่างกาหลวง" เป็นหนองน้ำซับในหุบเขาซึ่งพบต้นข้าวตอกฤาษีขึ้นตาม พื้นดินและคาคบไม้มีสีสันสวยงาม รวมทั้งพืชพันธุ์ไม้หายากหลายชนิด เช่น กุหลาบพันปี ซึ่งจะออกดอกใน ช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ทุกปี นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ อดีตเจ้าเมืองเชียงใหม่ ่และเป็นที่ตั้งของสถานีเรด้าของกองทัพอากาศไทย


วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ชมธรรมชาติ ณ ขุนแม่ยะ ชมดอกซากุระดอย


ขุนแม่ยะ ชมดอกซากุระดอย
ดอยขุนแม่ยะ เป็นพื้นที่ในความดูแลของหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ เป็นหน่วยงานภาคสนามในสังกัดส่วนจัดการต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยในปี พ.ศ.2518 จัดตั้งหน่วยงานเป็นเป็นโครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แมจอกหลวง) ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็นหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่จอกหลวง) , หน่วยจัดการต้นน้ำแม่จอกหลวง และหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะในปัจจุบันตามลำดับ ที่ทำการหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่น้ำตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณที่ตั้งที่ทำการอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร พื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 87,500 ไร่ หรือ 120 ตารางกิโลเมตร

ดอยขุนแม่ยะ ดอยสีชมพู ดงดอกซากุระดอย ดงนางพญาเสือโคร่ง หลากหลายชื่อเรียก เพื่อให้เห็นภาพดอยขุนแม่ยะได้ชัดเจน เพราะช่วงเวลาหนึ่งในฤดูหนาว พื้นที่หลายส่วนของดอยนี้จะเป็นสีชมพู เมื่อดอกนางพญาเสือโคร่ง บานพร้อมๆกันไปทั่วดอย ต้นนางพญาเสือโคร่งนี้เป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้หลัก ที่ใช้ปลูกลงในโครงการอนุรักษ์ต้นน้ำ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบรมราชินีนาถ และเริ่มนำต้นนางพญาเสือโคร่งมาปลูกที่นี่ตั้งแต่ปี 2523 บริเวณบ้านพักด้านบนยังมีต้นนางพญาเสือโคร่งที่สมเด็จพระพี่นางทรงปลูก ตั้งแต่ปี 2523 มีบริเวณหลายจุดที่เราสามารถเดินเที่ยวชมดงซากุระดอย กันอย่างจุใจ พร้อมกับบรรยากาศอันเงียบสงบ และยังมีพื้นที่สำหรับกางเต็นท์พักค้างแรมใต้ต้นซากุระอันสวยงามอ่อนหวาน ทำให้เป็นบรรยากาศที่ดีสำหรับการพักค้างแรมในพื้นที่แห่งนี้ และนักท่องเที่ยวยังสามารถไปเที่ยวต่อกันที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังซึ่ง อยู่บริเวณใกล้เคียงกันได้อีกด้วย นอกจากต้นนางพญาเสือโคร่งแล้ว ยังมีต้นกำลังเสือโคร่ง ต้นเมเปิล และต้นสนสามใบปลูกสลับกับไม้ท้องถิ่น เป็นแนวเขาสวยงามมาก

“นางพญาเสือโคร่ง” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับต้นซากุระของประเทศญี่ปุ่น คือ วงศ์กุหลาบ (Rosaceae) โดยนางพญาเสือโคร่งอยู่ในสกุล Prunus เช่นเดียวกับต้นเชอรี่ แอปริคอต พลัม แอปเปิลท้อ และสาลี่ ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น ต้นนางพญาเสือโคร่งนี้มักพบอยู่ตามไหล่เขาหรือบนสันเขา บริเวณเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งจะมีอากาศหนาวเย็น ในช่วงก่อนที่ต้นนางพญาเสือโคร่งจะออกดอกนั้น ดูราวกับต้นไม้ใกล้ตาย เพราะมันจะทิ้งใบจนหมดต้น เหลือแต่กิ่งเปล่าๆ เท่านั้น แต่หลังจากที่ดูโกร๋นไปทั้งต้นแล้ว นางพญาเสือโคร่งก็จะผลิดอกออกโดยจะออกเป็นช่อกระจุกตามปลายกิ่ง ให้สีสันชมพูดูสดใส โดยเฉพาะยามที่บานเต็มต้นนั้นจะดูปานประหนึ่งพรมสีชมพูปกคลุมไปทั่วพื้นที่ แลดูสวยงามเป็นที่น่าหลงใหลของผู้ที่ได้พบเห็น ส่วนใหญ่แล้ว นางพญาเสือโคร่งจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ช้าหรือเร็วไปบ้างก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี

ชมธรรมชาติ ณ ปางอุ๋ง


ปางอุ๋ง หมู่บ้านรวมไทย โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)
มีคำอธิบายถึงที่มาของชื่อ “ปางอุ๋ง” ไว้ว่า “ปาง” หมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า ส่วน “อุ๋ง” นั้นเป็นภาษาเหนือหมายถึงที่ลุ่มต่ำคล้ายกระทะใบใหญ่มีน้ำขัง ก็น่าจะหมายถึงที่พักริมอ่างเก็บน้ำนี่เอง และที่สร้างชื่อให้ที่นี้โด่งดังไปทั่ว ก็ด้วยบรรยากาศที่สวยงามจับใจ โดยเฉพาะบรรยากาศของอ่างเก็บน้ำธรรมชาติอันกว้างใหญ่ปานประหนึ่งทะเลสาบ ย่อมๆ ขนาบข้างไปด้วยขุนเขา ภาพเงาสะท้อนของขุนเขาและป่าสนที่ได้เห็นจากอ่างเก็บน้ำนั้นไม่ว่าดูในช่วงเวลาไหนก็สวย และถ้าเป็นช่วงเช้ายามหน้าหนาว ที่นี่จะถูกปกคลุมด้วยสายหมอกไปทั่ว และที่ลอยอ้อยอิ่งเรี่ยผิวน้ำ ยิ่งเวลาที่พระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาขึ้นมาแล้วสาดลำแสงทะลุหมอกผ่านเข้ามาในอ่างน้ำ อาบให้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอ่างน้ำ ไอหมอก สายหมอกกลายเป็นสีทองนั้น สวยงามมากจนเกินบรรยาย
ก่อนหน้านั้นพื้นที่นี้เป็นป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากเป็นสถานที่ทำไร่ฝิ่นของชาวเขา จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเยือนในปี พ.ศ. 2522 พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสให้จัดทำโครงการพระราชดำริขึ้น โดยอาศัยความสมัครใจของชาวบ้าน และให้ทหารเป็นผู้ดูแลเพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นชายแดน ปัจจุบันปลูกพรรณพืชดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสันโดยรอบและสมุนไพรที่เป็น ประโยชน์ในด้านอาหารและแพทย์แผนไทย ซึ่งมีความกลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและอากาศเย็น พร้อมบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ประจำถิ่นซึ่งกำลังจะสูญพันธ์อย่างเขียดแลว เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบธรรมชาติและความสงบเงียบ “ตอนนั้นมีผู้สมัครใจ 23ครัวเรือน เท่านั้น แต่ต่อๆมาเมื่อชาวบ้านเห็นเพื่อนบ้านที่เข้าร่วมโครงการไปได้ดีก็มาเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น ส่วนโครงการปางอุ๋งนั้นเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2546 เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับโครงการมากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ดูและบ้านพัก ดูและสวน ขายกาแฟ สินค้าทางการเกษตร ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีคนนิยมมาเที่ยวกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวจะมีคนมาพักที่ปางอุ๋งกันเป็นจำนวนมาก"
นอกจากชมบรรยากาศของสายหมอกในยามเช้าที่ ปางอุ๋ง แล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่พลาดไม่ได้ คือ การนั่งแพ ชมทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรอบ และถ้าโชคดีก็อาจจะได้กับดาราเด่นประจำอ่างเก็บน้ำนั่นก็คือหงส์ดำและหงส์ขาวอย่างละ 1 คู่ ซึ่งเป็นหงส์ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชินี และไม่ควรพลาดก็คือการไปชม สวนปางอุ๋ง ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำการของโครงการพระราชดำริฯ ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีพืชพรรณที่กลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูง เช่น อะโวคาโด พลับ สาลี่ บ๊วย มีการตกแต่งสวนไม้ ดอกไม้ประดับเมืองหนาว เช่น กุหลาบ ไฮเดรนเยีย พวงแสด อีกทั้งยังมีการพยายามนำพืชและสัตว์ประจำถิ่นของพื้นที่ปางอุ๋งกลับมา เช่น เอื้องแซะและกล้วยไม้ต่างๆ และสัตว์อย่างเขียดแลว เป็นต้น
ด้วยชื่อเสียงที่ร่ำลือกันเรื่องความงามของปางอุ๋ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมอย่างล้นหลาม แต่ภายในโครงการมีบ้านพักให้บริการจำกัด รองรับได้เพียงประมาณ 80 คน และลานกางเต็นท์อีกประมาณ 100 หลังเท่านั้น และเพื่อให้ผู้ที่ขึ้นไปชมสถานที่แห่งนี้ได้รับความประทับใจและเกิดผลกระทบ กับแหล่งท่องเที่ยวน้อยที่สุด จึงได้มีการกำหนดวิธีการขึ้นไปชมด้วยการรับคูปองการเข้าชมได้ที่ ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน เริ่มเดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นไป