ธรรมชาติที่สวยงาม

ปฏิทินของหนูเองค่ะ

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ชมธรรมชาติ ณ ขุนแม่ยะ ชมดอกซากุระดอย


ขุนแม่ยะ ชมดอกซากุระดอย
ดอยขุนแม่ยะ เป็นพื้นที่ในความดูแลของหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ เป็นหน่วยงานภาคสนามในสังกัดส่วนจัดการต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยในปี พ.ศ.2518 จัดตั้งหน่วยงานเป็นเป็นโครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แมจอกหลวง) ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็นหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่จอกหลวง) , หน่วยจัดการต้นน้ำแม่จอกหลวง และหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะในปัจจุบันตามลำดับ ที่ทำการหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่น้ำตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณที่ตั้งที่ทำการอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร พื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 87,500 ไร่ หรือ 120 ตารางกิโลเมตร

ดอยขุนแม่ยะ ดอยสีชมพู ดงดอกซากุระดอย ดงนางพญาเสือโคร่ง หลากหลายชื่อเรียก เพื่อให้เห็นภาพดอยขุนแม่ยะได้ชัดเจน เพราะช่วงเวลาหนึ่งในฤดูหนาว พื้นที่หลายส่วนของดอยนี้จะเป็นสีชมพู เมื่อดอกนางพญาเสือโคร่ง บานพร้อมๆกันไปทั่วดอย ต้นนางพญาเสือโคร่งนี้เป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้หลัก ที่ใช้ปลูกลงในโครงการอนุรักษ์ต้นน้ำ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบรมราชินีนาถ และเริ่มนำต้นนางพญาเสือโคร่งมาปลูกที่นี่ตั้งแต่ปี 2523 บริเวณบ้านพักด้านบนยังมีต้นนางพญาเสือโคร่งที่สมเด็จพระพี่นางทรงปลูก ตั้งแต่ปี 2523 มีบริเวณหลายจุดที่เราสามารถเดินเที่ยวชมดงซากุระดอย กันอย่างจุใจ พร้อมกับบรรยากาศอันเงียบสงบ และยังมีพื้นที่สำหรับกางเต็นท์พักค้างแรมใต้ต้นซากุระอันสวยงามอ่อนหวาน ทำให้เป็นบรรยากาศที่ดีสำหรับการพักค้างแรมในพื้นที่แห่งนี้ และนักท่องเที่ยวยังสามารถไปเที่ยวต่อกันที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังซึ่ง อยู่บริเวณใกล้เคียงกันได้อีกด้วย นอกจากต้นนางพญาเสือโคร่งแล้ว ยังมีต้นกำลังเสือโคร่ง ต้นเมเปิล และต้นสนสามใบปลูกสลับกับไม้ท้องถิ่น เป็นแนวเขาสวยงามมาก

“นางพญาเสือโคร่ง” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับต้นซากุระของประเทศญี่ปุ่น คือ วงศ์กุหลาบ (Rosaceae) โดยนางพญาเสือโคร่งอยู่ในสกุล Prunus เช่นเดียวกับต้นเชอรี่ แอปริคอต พลัม แอปเปิลท้อ และสาลี่ ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น ต้นนางพญาเสือโคร่งนี้มักพบอยู่ตามไหล่เขาหรือบนสันเขา บริเวณเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งจะมีอากาศหนาวเย็น ในช่วงก่อนที่ต้นนางพญาเสือโคร่งจะออกดอกนั้น ดูราวกับต้นไม้ใกล้ตาย เพราะมันจะทิ้งใบจนหมดต้น เหลือแต่กิ่งเปล่าๆ เท่านั้น แต่หลังจากที่ดูโกร๋นไปทั้งต้นแล้ว นางพญาเสือโคร่งก็จะผลิดอกออกโดยจะออกเป็นช่อกระจุกตามปลายกิ่ง ให้สีสันชมพูดูสดใส โดยเฉพาะยามที่บานเต็มต้นนั้นจะดูปานประหนึ่งพรมสีชมพูปกคลุมไปทั่วพื้นที่ แลดูสวยงามเป็นที่น่าหลงใหลของผู้ที่ได้พบเห็น ส่วนใหญ่แล้ว นางพญาเสือโคร่งจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ช้าหรือเร็วไปบ้างก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี

ชมธรรมชาติ ณ ปางอุ๋ง


ปางอุ๋ง หมู่บ้านรวมไทย โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)
มีคำอธิบายถึงที่มาของชื่อ “ปางอุ๋ง” ไว้ว่า “ปาง” หมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า ส่วน “อุ๋ง” นั้นเป็นภาษาเหนือหมายถึงที่ลุ่มต่ำคล้ายกระทะใบใหญ่มีน้ำขัง ก็น่าจะหมายถึงที่พักริมอ่างเก็บน้ำนี่เอง และที่สร้างชื่อให้ที่นี้โด่งดังไปทั่ว ก็ด้วยบรรยากาศที่สวยงามจับใจ โดยเฉพาะบรรยากาศของอ่างเก็บน้ำธรรมชาติอันกว้างใหญ่ปานประหนึ่งทะเลสาบ ย่อมๆ ขนาบข้างไปด้วยขุนเขา ภาพเงาสะท้อนของขุนเขาและป่าสนที่ได้เห็นจากอ่างเก็บน้ำนั้นไม่ว่าดูในช่วงเวลาไหนก็สวย และถ้าเป็นช่วงเช้ายามหน้าหนาว ที่นี่จะถูกปกคลุมด้วยสายหมอกไปทั่ว และที่ลอยอ้อยอิ่งเรี่ยผิวน้ำ ยิ่งเวลาที่พระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาขึ้นมาแล้วสาดลำแสงทะลุหมอกผ่านเข้ามาในอ่างน้ำ อาบให้ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอ่างน้ำ ไอหมอก สายหมอกกลายเป็นสีทองนั้น สวยงามมากจนเกินบรรยาย
ก่อนหน้านั้นพื้นที่นี้เป็นป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากเป็นสถานที่ทำไร่ฝิ่นของชาวเขา จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเยือนในปี พ.ศ. 2522 พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสให้จัดทำโครงการพระราชดำริขึ้น โดยอาศัยความสมัครใจของชาวบ้าน และให้ทหารเป็นผู้ดูแลเพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นชายแดน ปัจจุบันปลูกพรรณพืชดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสันโดยรอบและสมุนไพรที่เป็น ประโยชน์ในด้านอาหารและแพทย์แผนไทย ซึ่งมีความกลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและอากาศเย็น พร้อมบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ประจำถิ่นซึ่งกำลังจะสูญพันธ์อย่างเขียดแลว เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบธรรมชาติและความสงบเงียบ “ตอนนั้นมีผู้สมัครใจ 23ครัวเรือน เท่านั้น แต่ต่อๆมาเมื่อชาวบ้านเห็นเพื่อนบ้านที่เข้าร่วมโครงการไปได้ดีก็มาเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น ส่วนโครงการปางอุ๋งนั้นเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2546 เพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับโครงการมากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ดูและบ้านพัก ดูและสวน ขายกาแฟ สินค้าทางการเกษตร ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมีคนนิยมมาเที่ยวกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวจะมีคนมาพักที่ปางอุ๋งกันเป็นจำนวนมาก"
นอกจากชมบรรยากาศของสายหมอกในยามเช้าที่ ปางอุ๋ง แล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่พลาดไม่ได้ คือ การนั่งแพ ชมทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรอบ และถ้าโชคดีก็อาจจะได้กับดาราเด่นประจำอ่างเก็บน้ำนั่นก็คือหงส์ดำและหงส์ขาวอย่างละ 1 คู่ ซึ่งเป็นหงส์ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชินี และไม่ควรพลาดก็คือการไปชม สวนปางอุ๋ง ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำการของโครงการพระราชดำริฯ ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีพืชพรรณที่กลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูง เช่น อะโวคาโด พลับ สาลี่ บ๊วย มีการตกแต่งสวนไม้ ดอกไม้ประดับเมืองหนาว เช่น กุหลาบ ไฮเดรนเยีย พวงแสด อีกทั้งยังมีการพยายามนำพืชและสัตว์ประจำถิ่นของพื้นที่ปางอุ๋งกลับมา เช่น เอื้องแซะและกล้วยไม้ต่างๆ และสัตว์อย่างเขียดแลว เป็นต้น
ด้วยชื่อเสียงที่ร่ำลือกันเรื่องความงามของปางอุ๋ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมอย่างล้นหลาม แต่ภายในโครงการมีบ้านพักให้บริการจำกัด รองรับได้เพียงประมาณ 80 คน และลานกางเต็นท์อีกประมาณ 100 หลังเท่านั้น และเพื่อให้ผู้ที่ขึ้นไปชมสถานที่แห่งนี้ได้รับความประทับใจและเกิดผลกระทบ กับแหล่งท่องเที่ยวน้อยที่สุด จึงได้มีการกำหนดวิธีการขึ้นไปชมด้วยการรับคูปองการเข้าชมได้ที่ ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน เริ่มเดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นไป

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ธรรมชาติ ณ ภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว




ภูสอยดาว ทุ่งดอกไม้แสนสวยยามฤดูฝน ภูสอยดาวเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่เดิมเป็นวนอุทยานภูสอยดาว จัดตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โดยครอบคลุมพื้นที่ 48,962 ไร่ ในท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้สำรวจพื้นที่ป่าเพิ่มเติมท้องที่อำเภอบ้านโคก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี 2537 โดยครอบคลุมพื้นที่ 125,110 ไร่ หรือ 199 ตารางกิโลเมตร เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

สภาพทั่วไป

ภูสอยดาวมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำปาด มีเทือกเขาภูสอยดาวทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้กั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว ยอดภูสอยดาวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,102 เมตร ( อยู่ในเขตประเทศลาว ) สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยชนิดของป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง จึงทำให้มีลักษณะภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี ( ภูสอยดาวในเขตไทย หมายถึงลานสนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูสอยดาว อยู่ที่ระดับความสูง 1,633 เมตร )

แต่ก่อนนั้นเคยมีคนเปรียบเทียบภูสอยดาวเป็นภูกระดึง2 ทั้งนี้เพราะว่าสภาพพื้นที่และป่าสนที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่สิ่งที่ภูสอยดาวต่างกับภูกระดึงและเด่นกว่าคือสภาพป่าสนที่เป็นเนินสลับซับซ้อนให้บรรยากาศของการเดินเที่ยวบนภูได้มากกว่า อีกทั้งระยะทางการเดินเที่ยวบนภูยังไม่ไกล สามารถเดินชมโดยรอบเพียงวันเดียว แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ บนภูอยู่ไม่ไกลกันไม่ว่าจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกซึ่งอยู่ห่างจุดตั้งแคมป์เพียง 10 นาที จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ห่างเพียง 30 นาทีโดยประมาณ ทุ่งดอกไม้มีอยู่ทั่วไปบนภูและมีมากที่สุดบริเวณจุดกางเต็นท์ ทุ่งดอกไม้บนภูมีหลายชนิดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกดอกให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชื่นชมตลอดฤดูฝนจนถึงช่วงต่อฤดูหนาว

ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิสูงสุด 35 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 13 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส

ธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย



อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาธิปไตยกัมพูชา พื้นที่ป่าอยู่ในส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยภูเขาเล็กภูเขาน้อยมากมาย เช่น ภูจองนายอย ภูจองน้ำซับ ภูจอง ภูจันทร์แดง ภูพลานสูง ภูพลานยาว เป็นต้น มีสภาพป่าสมบูรณ์ สภาพธรรมชาติที่สวยงามและมีสัตว์ป่าชุกชุม มีเนื้อที่ประมาณ 686 ตร.กม. หรือ 428,750 ไร่

สืบเนื่องจาก ร.ต.ท.ณรงค์ เทวคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2525 ถึงกรมป่าไม้ เสนอโครงการพัฒนาป่าภูจอง-นายอย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตามความต้องการของราษฎรอำเภอนาจะหลวย และอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อป้องกันรักษาป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงาม ไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้ทำการสำรวจ และเห็นชอบให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีพระราชกฤษฏีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูจองนายอย ในท้องที่ตำบลข่า อำภอบุณฑริก ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย และตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2530 ประกาศไว้ในพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม 104 ตอนที่ 103 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2530 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 53 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ
ส่วนใหญ่บริเวณป่าภูจอง-นายอย จะเป็นเทือกเขาแหล่งต้นน้ำของลำน้ำลำห้วยที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญพรรณ ป่าเต็งรัง มีพันธ์ไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นและอุดมสมบูรณ์ ส่วนมากดินจะเป็นดินลูกรังปะปนหินปูน ตามบริเวณที่ราบบนเนินเขา และประกอบด้วยลานหินลักษณะต่างๆ ตลอดจนหน้าผา เช่น ผาผึ้ง

ลักษณะภูมิอากาศ
อากาศโดยทั่วไป ไม่ร้อนจัด เย็นสบายตลอดทั้งปี โดยในช่วง ฤดูหนาวมีอากาศที่เย็นมากอีกครั้งหนึ่ง

พรรณไม้และสัตว์ป่า
ประกอบด้วยพรรณไม้ชนิดป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ซึ่งขึ้นอยู่เป็นส่วนๆ มีพรรณไม้ขึ้นหนาแน่นประมาณ 75% โดยเฉลี่ยประกอบด้วยไม้พื้นล่างขึ้นหนาแน่น ได้แก่ จำปาป่า และพรรณไม้ดอกต่างๆ แซมเป็นไม้พื้นล่างให้กับไม้ยืนต้นจำพวกตะเคียนทอง ประดู่ ยาง กระบาก ปู่จ้าว พยุง มะค่า แกแล เป็นต้น ขึ้นแยกอยู่ตามสภาพป่า

อุทยานธรรมชาติแห่งภูกระดึง



อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ในท้องที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ประกอบด้วยภูเขา ที่มีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ที่ราบบนยอดภูกระดึงมีสังคมพืชเป็นสังคมของพืชเมืองหนาว ได้แก่ ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ป่าต้นเมเปิล (ไฟเดือนห้า) และพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม เช่น กุหลาบป่า ม้าวิ่ง เอื้องคำหิน ดอกม่วนดักหงาย เป็นต้น ตลอดจนมีธรรมชาติ บรรยากาศ และทิวทัศน์ที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นภูเขาหินทรายที่มีพื้นที่ราบบนยอดเขากว้างใหญ่สลับกับเนินเตี้ย ๆ ยอดสูงสุดคือ ภูกุ่มข้าว สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,350 เมตร เป็นแหล่งกำเนิดของลำน้ำพอง ซึ่งหล่อเลี้ยงเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวาย ในจังหวัดขอนแก่น ยอดภูกระดึงประกอบไปด้วยป่าสนสลับป่าก่อและทุ่งหญ้า มีพันธุ์ไม้ดอก ไม้ใบ ขึ้นอยู่ทั่วไปตามบริเวณน้ำตก ลำธาร และลานหิน ซึ่งธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้อย่างสวยงามยิ่ง
ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพอากาศบนภูกระดึงเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียส ในฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นมากจนบางครั้งอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 0 องศาเซลเซียส ช่วงฤดูฝนอากาศแปรปรวน บ่อยครั้งมีหมอกและเมฆฝนลอยต่ำ ฝนตกชุกทำให้เกิดภัยธรรมชาติบางประการ เช่น ดินถล่มตามลาดหน้าผาสูงชัน และน้ำป่าไหลรุนแรงตามลำธารเชิงเขา จึงกำหนดให้ปิด-เปิดการท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และให้สภาพป่ามีการพักฟื้น หลังจากนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมอย่างมากในแต่ละปี ดังนี้
ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน ของทุกปี
เปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 31 พฤษภาคม ของทุกปี
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีหลายชนิด เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบเขา และป่าสนเขา มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ได้แก่ เต็ง รัง พลวง แดง มะค่า ยมหอม มะเกลือ ตะแบก สมอ รกฟ้า พญาไม้ สนสามพันปี จำปีป่า ทะโล้ เมเปิ้ล สนสองใบ และสนสามใบ ก่อชนิดต่าง ๆ ใน ทุ่งหญ้ามีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม ออกดอกบานสะพรั่งสลับกันไปตามฤดูกาล เช่น กุหลาบป่า เทียนน้ำ มณเฑียนทอง แววมยุรา กระดุมเงิน เทียมภู ส้มแปะ เง่าน้ำทิพย์ ดาวเรืองภู หยาดน้ำค้าง และกล้วยไม้ ซึ่งบางชนิดชอบขึ้นตามลานหิน ได้แก่ ม้าวิ่ง เอื้องคำหิน ส่วนไม้พื้นล่างมีเฟิร์น มอส โดยเฉพาะ ข้าวตอกฤาษี ซึ่งเป็นมอสขนาดใหญ่สวยงามที่สุดและมีอยู่เป็นจำนวนมาก
ภูกระดึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศประกอบไปด้วยป่าไม้ ทุ่งหญ้าและลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าภูกระดึงมีหลายชนิด เช่น ช้าง เสือโคร่ง หมีควาย เลียงผา เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี บ่าง พญากระรอก หมาไน ส่วนนกชนิดต่าง ๆ ที่พบเห็นได้แก่ นกกางเขนดง นกจาบกินอกลาย นกกระทาทุ่ง นกพญาไฟใหญ่ นกขมิ้นดง และมีเต่าชนิดหนึ่งซึ่งหาได้ยาก คือ เต่าปูลู หรือ “เต่าหาง” เป็นเต่าที่หางยาว อาศัยอยู่ตามลำธารในป่าเขาระดับสูงของประเทศไทย กัมพูชา และ ลาว

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติบนเทือกเขาภูพาน


อุทยานแห่งชาติภูพาน
มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่กิ่งอำเภอพรรณานิคม อำเภอเมือง อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอสมเด็จ กิ่งอำเภอห้วยผึ้ง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก ถ้ำ หน้าผาทิวทัศน์ตามธรรมชาติ ตลอดจนพื้นป่าแห่งนี้ในอดีตได้ชื่อว่า เป็นปัญหาในด้านทางการเมือง และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังเป็นแหล่งสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ใช้สำหรับต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นประวัติ-ศาสตร์ ของอุทยานแห่งชาติภูพาน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 655.34 ตารางกิโลเมตร หรือ 415,439ไร่
ประวัติความเป็นมา
กรมป่าไม้ดำเนินการรังวัดหมายแนวเขตของพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูพาน เพื่อทำการขอเพิกพอนแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2520 ซึ่งอนุมัติในหลักการให้เพิกถอนพื้นที่บริเวณบ่อหินเนื้อที่ไม่เกิน 5 ไร่ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2521 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2521 ให้กรมป่าไม้ดำเนินการเพิกถอนพื้นที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สำนักสงฆ์ถ้ำขาม (หลวงปู่ฝั้น) และอ่างเก็บน้ำห้วยแข้ ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูพาน แต่เนื่องจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูพาน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2518 ไม่ได้ระบุชื่อตำบลบางตำบลไว้ จึงไม่สามารถดำเนินการเพิกถอนได้ กรมป่าไม้จึงเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2523 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2523 ดำเนินการตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้แนวทางปฏิบัติ โดยให้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นไปใหม่และกันพื้นที่ดังกล่าวออกเสียและเพิ่มตำบลที่ตกหล่นให้สมบูรณ์เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวเขตอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพาน ในท้องที่ตำบลนาใน ตำบลไร่ ตำบลห้วยบ่อ อำเภอพรรณานิคม ตำบลพังขว้าง ตำบลห้วยยางอำเภอเมือง ตำบลนาม่อง ตำบลโคกภู ตำบลสร้างค้อ อำเภอกุตบาก จังหวัดสกลนคร และตำบลแซงบาดาล ตำบลมหาไชย ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ ตำบลคำบง กิ่งอำเภอห้วยผึ้งอำเภอกุ-ฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2525 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 161 ลงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2525 รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 415,439 ไร่ (คือระบุตำบลเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงแนวเขตตำบล และเพิกถอนสำนักสงฆ์ถ้ำขาม บ่อหิน พระตำหนักภูพาน อ่างเก็บน้ำห้วยแข้ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ)